ประมูลสดจะเริ่มใน
วันอาทิตย์ 13.30น. 27 ม.ค. 2562
สินค้ามากว่า 200 รายการ

หมวดหมู่

บทความรายเดือน

หากมีคำถามเพิ่มเติม?

ส่ง อีเมล์ พร้อมคำถามมาที่เราได้เลย และทางเราจะทำการติดต่อกลับโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

ติดต่อเรา

นวัตกรรมทางการค้า | ตอนที่ 1 : ใครกันที่อยู่รอด

“นวัตกรรมทางการค้า” แท้จริงแล้วเกิดขึ้นในทุกวัน เพราะโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การแข่งขันภายในตลาดก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้ทุกคนต่างจำเป็นต้องปรับตัว และพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อความอยู่รอดในโลกธุรกิจ

ดังนั้นอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆมากมายต่างแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ และในหลายๆครั้ง สิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้น หรือ กระบวนการทำงานแบบใหม่ ก็สามารถส่งผลกระทบแก่อุตสาหกรรมเดิมเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เอง ผลลัพธ์ที่เกิดการทดลอง เรียนรู้ และลงมือทำจริงจนสามารถเป็นที่ยอมรับของตลาด และสามารถมาทดแทนสิ่งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมสามารถถูกเรียกว่าเป็น “นวัตกรรมทางการค้า”

 

ทุกวันนี้ร้านค้ารูปแบบดั้งเดิมต่างก็ถูกรูปแบบการค้าที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่

ดังนั้นการพัฒนาความรู้ความสามารถในการต่อยอดธุรกิจ จึงช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่บริษัทรายใหญ่ ซึ่งจริงๆแล้วธุรกิจรายเล็กก็สามารถทำได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในการเอาตัวรอดจากการแข่งขันทุกวันนี้ คือ ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ รวมไปถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในบริหารจัดการธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

เรามาดูกันว่า … ทำไม … “นวัตกรรมทางการค้า” จึงเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยข้าจะขอยกตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไปเพื่ออธิบายละกัน

ธุรกิจซื้อมาขายไป

ธุรกิจซื้อมาขายไป

ทุกวันนี้ผู้คนล้วนต่างซื้อ และขายบางสิ่งบางอย่างตลอดเวลา ณ สถานที่ที่เรียกว่า “ตลาด” – สิ่งนี้เราเรียกว่าธุรกิจซื้อมาขายไป โดยธุรกิจซื้อมาขายไปนั้นมักมีผู้เล่นอยู่สามคนเสมอ คือ ผู้ขาย ผู้ซื้อ และ ตลาด

ช่วงเวลาที่สภาวะของตลาดมีความปกตินั้น ผู้ขายมักจะขายโดยมีปัจจัยข้อจำกัดสองประการ คือ ต้นทุน และ กำไรที่คาดหวัง ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว ก็มักจะเท่ากับ ราคาขายของสินค้า และบริการนั้นเอง

ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็จะซื้อด้วยปัจจัยข้อจำกัดสองประการ คือ งบประมาณที่มี และ คุณภาพของสินค้า หรือ บริการ ที่ต้องการ ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณด้วยกันแล้ว ก็มักจะเท่ากับ ราคาซื้อที่ผู้ซื้อยินดีจะจ่ายและตลาดนั้นก็คือสถานที่ที่ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายได้ทำการต่อรองเพื่อตกลงราคาซื้อขาย

โดยสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เกิดปัจจัยพื้นฐานภายในตลาดที่เราเรียกกันว่า อุปสงค์ และอุปทาน โดยสองสิ่งนี้ต่างถูกขับเคลื่อนด้วยราคา และปริมาณของสินค้า หรือ บริการภายในตลาดนั้นเอง

เมื่ออุปสงค์ และอุปทานสามารถเจอกัน (หรือ ที่เรียกว่า ระดับราคาดุลยภาพ) ภายในตลาด ผู้ขายก็จะทำการขาย และผู้ซื้อก็จะทำการซื้อ สินค้าดังกล่าวภายในตลาด และนี้คือ ธุรกิจการค้าแบบซื้อมาขายไปในช่วงเวลาปกติของตลาดนั้นเอง

เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ?

เพราะ ตลาดคือพื้นที่การค้า แต่โอกาสคือสิ่งที่ทุกคนถามหา

เมื่อสินค้าใหม่ถูกนำสู่ท้องตลาดแบบประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นั้นมักจะแปลว่ามีความต้องการของสินค้านั้นสูง ขณะที่มีปริมาณสินค้านั้นๆภายในตลาดที่ยังไม่มากนัก

เช่นนั้นแล้ว ราคาของสินค้าก็อาจจะขึ้นไปสูงตราบเท่าที่ผู้ซื้อยังยินดีที่จะยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้สินค้านั้นมา และนั้นทำให้ผู้ขายล้วนมีความสุขเป็นอย่างมาก เพราะราคาที่ขายได้นั้นเกินกว่าที่คาดหวังไว้แต่ต้น ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะเชิญชวนคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ตลาดเดียวกัน

เมื่อมีผู้ขายสำหรับสินค้า หรือ บริการประเภทเดียวกันในตลาดมากเกินไป จะทำให้เกิดอุปทานล้นขึ้นมา ส่งผลให้ราคาต้องมีการปรับตัวลง เนื่องจากมันมากกว่าอุปสงค์ที่ตลาดต้องการ

หากสถานการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป มันก็จะกลายเป็นพื้นที่สนามรบเหมือนน่านน้ำสีแดงที่ผู้ขายจะใช้ทรัพยากรของตนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เงินทุน กำแพงทางการค้า หรือ แม้แต่อำนาจการควบคุมพื้นที่การค้าในรูปแบบต่างๆ

ซึ่งการสู้รบทางการค้านี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหลือเพียงปลาใหญ่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ได้ครอบครองน่านน้ำสีแดงนั้นไว้
แล้วในที่สุด ตลาดนั้นก็จะถูกผูกขาดเอาไว้ หรือไม่ก็พังทลายไปในที่สุดเพราะระบบนิเวศภายในตลาดต่างถูกทำลายออกไปจนหมด

 

ใครกันที่อยู่รอด?

ยังจำได้ไหมว่าผู้ขายมักจะขายโดยมีปัจจัยข้อจำกัดสองประการ คือ ต้นทุน และ กำไรที่คาดหวัง

แต่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสุดท้ายแล้วปัจจัยข้อจำกัดทั้งสองเหลือเพียงหนึ่ง คือ ระดับการขาดทุนที่ยินยอมจะรับไว้

ต่อไปนี้คือสมการการค้าที่ผู้ขายส่วนใหญ่มักจะคิด และทำกัน

ราคาขาย = ต้นทุน + กำไรก้อนโต

แล้วหากมีคู่แข่งมากขึ้น ราคาขาย = ต้นทุน + กำไรก้อนเล็กลง

แต่ถ้าการแข่งขันมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ราคาขาย = ต้นทุน

สุดท้ายหากธุรกิจมีแนวโน้มว่าจะไปไม่รอดแล้ว ราคาขาย = ต้นทุน – ระดับการขาดทุนที่ยินยอมจะรับไว้

ดังนั้น เมื่อท้องทะเลทางการค้ากลายเป็นสนามรบ ซึ่งจะต้องเกิด ณ เวลาใดเวลาหนึ่งอย่างแน่นอน คนที่จะสามารถอยู่รอดได้นั้นคือ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า หรือ ผู้ที่สามารถปรับตัวได้ว่องไวกว่านั้นเอง

ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยทรัพยากร ความพร้อม และความสามารถที่มีมากกว่าผู้อื่น จนทำให้สามารถครอบครองพื้นที่การค้าส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ว่า … ผู้ที่สามารถปรับตัวได้ว่องไวกว่า จะสามารถอยู่รอดได้ด้วยการออกจากสนามรบได้ทันเวลา

 

นวัตกรรมทางการค้า (Innovative Commerce)

ในธุรกิจซื้อมาขายไป เราสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในอุตสาหกรรมได้ตลอดเวลา

บางธุรกิจนำเสนอ ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ทันสมัย มีประโยชน์ และคุณภาพที่ดีกว่า ซึ่งเราสามารถเห็นการแข่งขันลักษณะนี้ได้ในอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมแอพพลิเคชั่น เป็นต้น

บางธุรกิจนำเสนอ บริการที่รวดเร็วทันสมัย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า ซึ่งเราสามารถเห็นตัวอย่างจากบริการเสริมของผู้ขายสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจัดส่งสินค้าภายใน 1-2 วัน หรือ แม้แต่ภายในวันเดียวกัน

บางธุรกิจนำเสนอ ความสะดวก ความสามารถในการเข้าถึงที่มากกว่า ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น รูปแบบธุรกิจแบบ อีคอมเมิร์ช ที่ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้จากเพียงหน้าจอ หรือ แม้แต่ ไอโอที (IoT) ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ และอาจทำให้ต่อไปการซื้อสินค้าอาจจะไม่ต้องกดหน้าจอใดใดอีกต่อไป เพียงพูด หรือ ขยับร่างกายก็สามารถสั่งซื้อสินค้าที่ต้องการได้แล้ว

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ ล้วนมาจากนักคิด หรือ นักสร้างที่มีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ และทำให้สิ่งแปลกใหม่นั้นเกิดขึ้นมาเป็นรูปธรรมจำต้องได้ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมนั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ในหลายๆ ครั้งอาจจะเป็นเพียงวิธีการใหม่ๆ ในการทำสิ่งต่างๆก็เป็นได้

 

ในขณะที่ “อินสตราแกรม” อาจเป็นเพียง โซเชียลมีเดีย สำหรับ แบ่งปันรูปภาพกับเพื่อนฝูง
คนไทยสามารถนำมาค้าขายสินค้าได้ ซึ่งแม้แต่ต่างชาติ หรือ ผู้สร้างแอพพลิเคชั่นก็คาดไม่ถึง

ในขณะที่ “เฟซบุ๊คไลฟ” อาจเป็นเพียง เครื่องมือในการถ่ายทอดสดประสบการณ์ผ่านวิดีโอ
คนไทยสามารถนำไปค้าขายสินค้าในรูปแบบการประมูลถ่ายทอดสด

ในขณะที่ “คนทำธุรกิจค้าขาย” ส่วนใหญ่อาจมีวิธีการขายที่ให้ความสำคัญเพียง “กำไรส่วนต่าง”
ก็มีผู้ที่ค้าขายโดยไม่ได้ยึดติดกำไรส่วนต่างเป็นสำคัญ แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่า และคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นมากกว่า

 

เราสามารถเห็นตัวอย่างได้มากมายไม่ว่าจะเป็นบริการเวปไซต์อย่าง กูเกิ้ล หรือ เฟซบุ๊ค ที่ให้ผู้คนต่างใช้งานได้ฟรีๆ แต่ก็คงสามารถทำกำไรเพิ่มจากคุณค่าของข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้ใช้งานจำนวนมาก

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า นวัตกรรมทางการค้า จะโฟกัสไปยังวิธีการใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ให้ความสำคัญในการอยู่รอด มีรูปแบบเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันกันได้ และ มีความสามารถในการเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าเสมอ

เช่นนั้นแล้ว การแข่งขันเพื่อแย่งชิงพื้นที่การค้า และทำลายคู่แข่งออกไปจากตลาด อาจเป็นเพียงรูปแบบการค้าที่กำลังล้าสมัยแล้วก็เป็นได้

 

แล้วพบกันใหม่
– Uncle Jack –

อ่านตอนต่อไปได้ที่
นวัตกรรมทางการค้า ตอนที่ 2 : การค้าแบบไร้ราคาสงวน

———————————————————————————

ติดตามพวกเรา และพบกับเนื้อหาธุรกิจที่น่าสนใจอีกมากมายได้ ที่นี่ RAPBIZZ.com
เฟสบุ๊คแฟนเพจ  : facebook.com/rapbizzdirect
บทความที่น่าสนใจ : rapbizz.com/articles

หมวดหมู่

บทความรายเดือน

หากมีคำถามเพิ่มเติม?

ส่ง อีเมล์ พร้อมคำถามมาที่เราได้เลย และทางเราจะทำการติดต่อกลับโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

ติดต่อเรา