ประมูลสดจะเริ่มใน
วันอาทิตย์ 13.30น. 25 พ.ย. 2561
สินค้ามากว่า 200 รายการ

หมวดหมู่

บทความรายเดือน

หากมีคำถามเพิ่มเติม?

ส่ง อีเมล์ พร้อมคำถามมาที่เราได้เลย และทางเราจะทำการติดต่อกลับโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

ติดต่อเรา

การค้าแบบไร้ราคาสงวน การค้าแบบไร้ราคาสงวน หมายถึง ไม่มีการตั้งราคาขั้นต่ำ หรือ การสร้างเงื่อนไขของการซื้อมาขายไปด้วยราคาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าของสินค้าในการซื้อขายนั้นๆ ดังนั้นสินค้าทุกรายการจะถูกขายออกไปให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุด โดยไม่มีเงื่อนไข หรือ ข้อจำกัดทางด้านราคาที่ผู้ขายได้กำหนดไว้ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ สินค้า และเงินสดจะถูกเปลี่ยนมือแน่นอนทุกครั้ง หากคุณยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ที่ “นวัตกรรมทางการค้า | ตอนที่ 1 : ใครกันที่อยู่รอด” และ ติดตามได้ที่ “นวัตกรรมทางการค้า | ตอนที่ 2 : ต้นทุนค่าเสียโอกาส”   วันนี้จะมาเล่าถึงรูปแบบการค้าที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการใช้เป็นเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจในการบริหารจัดการความเสี่ยง เพิ่มขีดความความสามารถในการปรับตัว และเป็นพื้นที่การทดลองการตอบสนองของตลาดได้อีกด้วย รูปแบบการค้านี้เรียกว่า “การค้าแบบไร้ราคาสงวน”   แนวคิด และหลักการ ตามหลักทฤษฎีราคาที่เกิดจากกลไกตลาดของ อดัม สมิธ(Adam Smith) กลไกตลาด คือ เครื่องมือปรับสมดุลราคาสินค้าระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน “อุปสงค์มาก-อุปทานน้อย ราคาสินค้าจะแพงขึ้น” ขณะที่ “อุปสงค์น้อย-อุปทานมาก ราคาสินค้าจะถูกลง“ กลไกนี้จะทำงานได้ดีภายใต้เงื่อนไขของการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม ในตลาดเสรี ราคาสินค้าในตลาด มีทิศทางของมัน ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งกำหนดราคาแต่เพียงผู้เดียวได้ การค้าแบบไร้ราคาสงวน นั้นได้มาจากแนวคิดของหลักทฤษฎีกลไกการตลาด เพื่อแก้ไขปัญหา และจัดการอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ ซึ่งก็คือ “ราคา” นั้นเอง   ขั้นตอน และวิธีการ ภายในตลาดที่มีรูปแบบการค้าแบบไร้ราคาสงวนนั้น ผู้ขายจะนำสินค้าออกมาแสดงให้แก่สาธารณะ โดยยินดีที่จะให้ผู้ซื้อเสนอราคาซื้อสินค้าที่ต้องการได้โดยอิสระ และสินค้านั้นจะถูกขายให้แก่ผู้ที่เสนอราคาซื้อสูงสุดเสมอ โดยปราศจากเงื่อนไขทางด้านราคา ดังนั้น“ราคา” ที่ใช้ในการซื้อ และขายนั้นจะถูกกำหนดอย่างอิสระจากผู้ซื้อหลายฝ่าย และอยู่ภายใต้กลไกตลาดเสรี รูปแบบการค้าแบบไร้ราคาสงวนนี้จะทำให้เกิดการ “แลกเปลี่ยน” (Transaction) เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งช่วยให้ ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้ในงบประมาณที่ตนเองพอใจ ผู้ขายสามารถขายสินค้าได้หมดภายในระยะเวลาที่ต้องการ   ประโยชน์ และการประยุกต์ใช้ รูปแบบการค้านี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เร็วที่สุด ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจซื้อมาขายไปได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นช่องทางที่สามารถหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด “ผู้ซื้อ” สามารถแข่งขันเสนอราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพที่ตัวเองต้องการ โดยสามารถกำหนดราคาที่ตนเองพึงพอใจ ได้ตามขีดความสามารถที่แตกต่างกันของตนเอง และใช้ตลาดการค้าแบบไร้ราคาสงวนนี้เป็นแหล่งสินค้าที่หลากหลาย และช่วยในการบริหารงบประมาณค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี “ผู้ขาย” ที่สามารถใช้กลไกการตลาดแบบไร้ราคาสงวนเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ จะไม่ถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขของต้นทุนแท้จริงที่ลงทุนไว้แล้ว ช่วยให้ผู้ขายก็สามารถบริหารต้นทุนค่าเสียโอกาสของตนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น…

อ่านต่อ

  ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ ต้นทุนทางการค้าที่ถูกมองข้าม และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้นให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในขณะที่หลายๆ คนต่างเชื่อในความสามารถ และความแข็งแกร่งของตนเมื่อออกสู่สนามรบเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการค้า ก็มีคนบางกลุ่มที่ชอบความรวดเร็วในการออกจากสนามรบมากกว่าเพื่อโอกาสในการอยู่รอดที่สูงกว่า ถึงกระนั้น ในโลกธุรกิจความเป็นจริง ความเร็วในการเคลื่อนย้ายจากตลาดหนึ่งไปยังอีกตลาดหนึ่งยังคงมีอุปสรรคที่เรียกว่า “ต้นทุน” เพราะว่าคนส่วนใหญ่ต่างไม่อยากออกจากตลาดด้วยการที่จะต้องยอมรับการขาดทุนบางส่วน ที่เกิดจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปแล้วแต่ต้น ซึ่งแท้จริงแล้ว … นั้นอาจเป็นเพียงกับดับทางความคิดก็เป็นได้   จากครั้งที่แล้วที่ได้พูดถึง “นวัตกรรมทางการค้า” ว่าเป็นเช่นไร ใครกันที่จะสามารถเอาตัวรอดจากสมรภูมิการค้านี้ได้ (หากคุณยังไม่ได้อ่าน ติดตามได้ที่ “นวัตกรรมทางการค้า | ตอนที่ 1 : ใครกันที่อยู่รอด” ) วันนี้จะมาแบ่งปันประสบการณ์ และบทเรียนที่สำคัญมากๆในโลกธุรกิจที่ข้าได้เผชิญมากับตัวเอง เรื่องที่ว่าก็คือ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” เอาล่ะ … มาดูกันว่ามันเป็นเช่นไร   ต้นทุนแท้จริง และ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Actual Cost & Opportunity cost) ต้นทุนในธุรกิจซื้อมาขายไปนั้น ทางเศรษฐศาสตร์จริงๆแล้วมี 2 ประเภทด้วยกัน 1. ต้นทุนแท้จริง หรือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มักจะถูกมองเห็นโดยคนทั่วไป ซึ่งได้แก่ ต้นทุนสินค้า ต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนในการเข้าสู่ตลาด และต้นทุนทางการค้าอื่นๆอีกมากมาย 2. ต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งมักจะถูกมองข้าม และมีความสำคัญเป็นอย่างมากในธุรกิจการค้าทุกวันนี้ ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้คือ ค่าเสียโอกาสในการทำกำไรหากเพียงแต่ว่าทรัพยากรของเรานั้นสามารถถูกนำไปลงทุนในตลาดอื่นๆแทน ณ เวลาเดียวกัน เนื่องจากเรามีทรัพยากรที่จำกัด เช่น เวลา เงินทุน และเงื่อนไขทางการค้าต่างๆ ดังนั้นบ่อยครั้งเราจะพบว่าจากจำนวนทรัพยากรที่เรามีนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราสามารถคว้าตัวเลือกไว้ได้ทั้งหมด เราจึงต้องเลือกทางที่ให้ประโยชน์สูงที่สุด แต่การตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งลงไป ย่อมเสียโอกาสที่จะได้ไปทำอีกทางหนึ่งเสมอ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เหลืออยู่ หลังจากที่เราได้เลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วนั้นเอง” ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น หากเรามีเงินลงทุนทำธุรกิจโดยสามารถเลือกประกอบธุรกิจได้เพียงแค่ 1 อย่างเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราเลือกที่จะ ค้าขายแอปเปิ้ล ก็จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงสุดเท่ากับ 200,000 บาท / ปี เพราะไม่ได้ค้าขายแครอท หรือว่า ค้าขายกล้วย ก็จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงสุดเท่ากับ 200,000 บาท…

อ่านต่อ

“นวัตกรรมทางการค้า” แท้จริงแล้วเกิดขึ้นในทุกวัน เพราะโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การแข่งขันภายในตลาดก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้ทุกคนต่างจำเป็นต้องปรับตัว และพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อความอยู่รอดในโลกธุรกิจ ดังนั้นอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆมากมายต่างแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ และในหลายๆครั้ง สิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้น หรือ กระบวนการทำงานแบบใหม่ ก็สามารถส่งผลกระทบแก่อุตสาหกรรมเดิมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เอง ผลลัพธ์ที่เกิดการทดลอง เรียนรู้ และลงมือทำจริงจนสามารถเป็นที่ยอมรับของตลาด และสามารถมาทดแทนสิ่งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมสามารถถูกเรียกว่าเป็น “นวัตกรรมทางการค้า”   ทุกวันนี้ร้านค้ารูปแบบดั้งเดิมต่างก็ถูกรูปแบบการค้าที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่ ดังนั้นการพัฒนาความรู้ความสามารถในการต่อยอดธุรกิจ จึงช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่บริษัทรายใหญ่ ซึ่งจริงๆแล้วธุรกิจรายเล็กก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในการเอาตัวรอดจากการแข่งขันทุกวันนี้ คือ ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ รวมไปถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในบริหารจัดการธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า … ทำไม … “นวัตกรรมทางการค้า” จึงเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยข้าจะขอยกตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไปเพื่ออธิบายละกัน ธุรกิจซื้อมาขายไป ทุกวันนี้ผู้คนล้วนต่างซื้อ และขายบางสิ่งบางอย่างตลอดเวลา ณ สถานที่ที่เรียกว่า “ตลาด” – สิ่งนี้เราเรียกว่าธุรกิจซื้อมาขายไป โดยธุรกิจซื้อมาขายไปนั้นมักมีผู้เล่นอยู่สามคนเสมอ คือ ผู้ขาย ผู้ซื้อ และ ตลาด ช่วงเวลาที่สภาวะของตลาดมีความปกตินั้น ผู้ขายมักจะขายโดยมีปัจจัยข้อจำกัดสองประการ คือ ต้นทุน และ กำไรที่คาดหวัง ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว ก็มักจะเท่ากับ ราคาขายของสินค้า และบริการนั้นเอง ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็จะซื้อด้วยปัจจัยข้อจำกัดสองประการ คือ งบประมาณที่มี และ คุณภาพของสินค้า หรือ บริการ ที่ต้องการ ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณด้วยกันแล้ว ก็มักจะเท่ากับ ราคาซื้อที่ผู้ซื้อยินดีจะจ่ายและตลาดนั้นก็คือสถานที่ที่ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายได้ทำการต่อรองเพื่อตกลงราคาซื้อขาย โดยสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เกิดปัจจัยพื้นฐานภายในตลาดที่เราเรียกกันว่า อุปสงค์ และอุปทาน โดยสองสิ่งนี้ต่างถูกขับเคลื่อนด้วยราคา และปริมาณของสินค้า หรือ บริการภายในตลาดนั้นเอง เมื่ออุปสงค์ และอุปทานสามารถเจอกัน (หรือ ที่เรียกว่า ระดับราคาดุลยภาพ) ภายในตลาด ผู้ขายก็จะทำการขาย และผู้ซื้อก็จะทำการซื้อ สินค้าดังกล่าวภายในตลาด และนี้คือ ธุรกิจการค้าแบบซื้อมาขายไปในช่วงเวลาปกติของตลาดนั้นเอง เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ? เพราะ ตลาดคือพื้นที่การค้า แต่โอกาสคือสิ่งที่ทุกคนถามหา เมื่อสินค้าใหม่ถูกนำสู่ท้องตลาดแบบประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นั้นมักจะแปลว่ามีความต้องการของสินค้านั้นสูง ขณะที่มีปริมาณสินค้านั้นๆภายในตลาดที่ยังไม่มากนัก เช่นนั้นแล้ว ราคาของสินค้าก็อาจจะขึ้นไปสูงตราบเท่าที่ผู้ซื้อยังยินดีที่จะยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้สินค้านั้นมา และนั้นทำให้ผู้ขายล้วนมีความสุขเป็นอย่างมาก เพราะราคาที่ขายได้นั้นเกินกว่าที่คาดหวังไว้แต่ต้น…

อ่านต่อ

หมวดหมู่

บทความรายเดือน

หากมีคำถามเพิ่มเติม?

ส่ง อีเมล์ พร้อมคำถามมาที่เราได้เลย และทางเราจะทำการติดต่อกลับโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

ติดต่อเรา